Live Chat
Live Chat

นโยบายต่อต้านกันการฟอกเงินและ
ต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย

สารบัญ

  1. ภาพรวม
  2. คำจำกัดความ
  3. แนวทางบนฐานความเสี่ยง (Risk-based Approach)
  4. โครงการต่อต้านการฟอกเงิน
  5. รายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย (STRS)
  6. การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD)
  7. การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงที่ละเอียดขึ้น (Enhanced Due Diligence: EDD)
  8. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง (Politically Exposed Persons: PEP)
  9. การตรวจติดตามบัญชีสำหรับธุรกรรมที่น่าสงสัย
  10. การเก็บบันทึกข้อมูล

1. ภาพรวม

นโยบายต่อต้านการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินในการก่อการร้ายนี้ ได้รับการออกแบบเพื่อทำหน้าที่เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปสำหรับ Hantec Global Ltd. (“Hantec” หรือ “บริษัท “) นโยบายนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งควบคุมและกำกับนโยบายนี้อยู่ ซึ่งรวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบดังต่อไปนี้:

  • พระราชบัญญัติบริการทางการเงิน พ.ศ. 2550;
  • ประมวลกฎหมายการป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินในการก่อการร้าย พ.ศ. 2555;
  • พระราชบัญญัติ ข่าวกรองทางการเงินและต่อต้านการฟอกเงิน พ.ศ. 2545;
  • พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2548; และ
  • พระราชบัญญัติ แนวทาง หลักเกณฑ์และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายของมอริเชียส

บริษัท มุ่งมั่นที่จะป้องกัน ตรวจสอบ และไม่อำนวยความสะดวกให้แก่การฟอกเงินและกิจกรรมจัดหาเงินทุนในการก่อการร้าย ผู้บริหารของบริษัท ให้ความสำคัญอย่างสูงในการช่วยตรวจค้นหาโครงการฟอกเงิน มันเป็นนโยบายของบริษัท และบริษัทในเครือที่จะต้องยับยั้งและป้องกันการฟอกเงินและกิจกรรมใด ๆ ที่เป็นการอำนวยความสะดวกในการฟอกเงินหรือการระดมทุนในกิจกรรมการก่อการร้าย หรือกิจกรรมทางอาชญากรรม

 

2. คำจำกัดความ

“ธุรกรรม” หมายถึงการฝากเงิน การถอนเงิน การแลกเปลี่ยนหรือการโอนเงิน

“การฟอกเงิน” เป็นการแปลงเงินที่ได้มาจากอาชญากรรมเป็นเงินไปเป็นเงินสะอาด เพื่อให้สามารถใช้เป็นเงินทุนที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังสามารถเห็นได้จากความเปลี่ยนแปลง/ การปกปิดรูปแบบของเงินที่ได้รับ เพื่อลดปริมาณมหาศาลของเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมทางอาชญากรรม รายได้เหล่านี้รวมถึง รายได้ที่เกิดจากกิจกรรมทางอาชญากรรมต่าง ๆ รวมถึงการหลีกเลี่ยงภาษี การก่อการร้าย การขายยาเสพติด การทุจริต การโจรกรรม เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้ว การฟอกเงินเกิดขึ้นในสามขั้นตอน ขั้นตอนแรก เงินสดจะเข้าสู่ระบบการเงินในขั้นตอน “การนำเงินเข้าสู่ระบบ (placement)” ที่ซึ่งเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมทางอาชญากรรมจะถูกแปลงเป็นตราสารการเงิน เช่น หนังสือสั่งจ่ายเงิน หรือเช็คเดินทาง หรือฝากเข้าบัญชีที่สถาบันการเงิน ในขั้นตอน “การย้ายเงิน (Layering)” เงินจะถูกโอนหรือย้ายไปอยู่ในบัญชีอื่นหรือสถาบันการเงินอื่น เพื่อแยกเงินออกจากแหล่งที่มาของความผิดทางอาชญากรรมต่อไป ในช่วง “การนำเงินกลับมาใช้ (Integration)” เงินทุนจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในระบบเศรษฐกิจ และใช้เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือจัดหาเงินทุนให้กับกิจกรรมทางอาชญากรรมอื่น ๆ หรือธุรกิจที่ถูกกฎหมาย การระดมทุนของผู้ก่อการร้ายอาจไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางอาชญากรรม แต่เป็นการพยายามปกปิดแหล่งที่มา หรือวัตถุประสงค์การใช้เงิน ซึ่งจะถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในทางอาชญากรรมต่อไป

 

3. แนวทางบนฐานความเสี่ยง (Risk-based Approach)

ความเป็นไปได้ที่จะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยในการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้ายนั้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากมายสำหรับ Hantec Global Ltd. รวมถึงการดำเนินการด้านกฎระเบียบ และความเสียหายต่อชื่อเสียงที่นำไปสู่การสูญเสียทางธุรกิจ

ความเสี่ยงเหล่านี้ต้องได้รับการระบุ ประเมิน และบรรเทาผลกระทบ ซึ่งเกิดขึ้นจากความเสี่ยงทางธุรกิจทั้งหมดที่บริษัทต้องเผชิญ บริษัทเชื่อว่าหากบริษัทลูกค้ารู้จักลูกค้าของตนได้ดีและเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าอย่างทั่วถึง จะสามารถประเมินความเสี่ยงและระบุกิจกรรมที่น่าสงสัยได้ดีขึ้น แนวทางบนฐานความเสี่ยง (Risk-based Approach) หมายความว่า Hantec Global Ltd. จะมุ่งเน้นทรัพยากรของบริษัทในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด ประโยชน์ในการใช้แนวทางนี้ก็คือ การใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นตามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ลดค่าใช้จ่ายด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและภาระของลูกค้า และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการฟอกเงินและการจัดหาเงินของผู้ก่อการร้าย

 

4. เจ้าหน้าที่รายงานการต่อต้านการฟอกเงิน

บริษัท จะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รายงานการต่อต้านการฟอกเงิน (“MLRO”) ซึ่งเป็นผู้มีคุณวุฒิในแง่ของประสบการณ ความรู และการฝึกอบรม และผู้ที่ซึ่งจะต้องได้รับรายงานธุรกรรมน่าสงสัยต้อง MLRO จะรับผิดชอบต่อโครงการ AML/CFT ของบริษัทอย่างครบถ้วน และรายงานต่อคณะกรรมการของบริษัท หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องการละเมิดนโยบายและระเบียบขั้นตอน AML/CFT ภายใน รวมถึงกฎหมาย ประมวลกฎหมายและมาตรฐาน AML/CFT ของการปฏิบัติที่ดี

หน้าที่ของ MLRO ได้แก่ การติดตามการปฏิบัติตามภาระผูกพันของบริษัทใน AML/CFT การกำกับดูแลการสื่อสาร และการฝึกอบรม AML/CFT ให้กับพนักงาน นอกจากนี้ MLRO จะตรวจสอบให้แน่ใจว่าบันทึก AML มีการจัดเก็บอย่างถูกต้อง เมื่อมีการรับประกันแล้ว MLRO จะตรวจสอบให้แน่ใจว่า รายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยนั้น (“STR”) จะได้รับการจัดเก็บอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ MLRO จะต้องรับผิดชอบในการทำให้มั่นใจได้ว่า บริษัทมีการระบุตัวตนลูกค้าและโปรแกรมการการยืนยันตัวตนของลูกค้าอย่างถูกต้องตลอดเวลา และเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย MLRO จะต้องจัดทำรายงานเป็นประจำทุกปี และรายงานอื่น ๆ ตามที่เห็นสมควรต่อคณะกรรมการบริษัท หรือคณะกรรมการที่เกี่ยว ในประเด็นดังต่อไปนี้:

  • ความเพียงพอ/ ข้อบกพร่องของการควบคุมภายในและ AML/CFT อื่น ๆ;
  • ระเบียบขั้นตอนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว;
  • คำแนะนำเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่ระบุไว้ด้านบน;
  • จำนวนรายงานภายในที่จัดทำโดยเจ้าหน้าที่; และ
  • จำนวนรายงานที่ทำมห้กับหน่วยงานข่าวกรองทางการเงิน (Financial Intelligence Unit)

บริษัท และ MLRO จะต้องดูแลให้ความมั่นใจว่า พนักงานได้รับการฝึกอบรมและตระหนักถึงนโยบายและระเบียบขั้นตอน AML/CFT ของบริษัท อย่างครบถ้วน บริษัทจะดำเนินการตรวจสอบทางอาชญากรรมและทางวินัยแก่พนักงานทุกคนก่อนที่จะได้รับการว่าจ้าง บริษัทจะพัฒนาการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องภายใต้การกำกับดูแลของ MLRO

 

5. รายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย (STRS)

รายงานการทำธุรกรรมภายในที่น่าสงสัยไม่ควรเปิดเผยต่อบุคคลอื่นนอกเหนือจาก MLRO โดยเจ้าหน้าที่ MLRO ที่ทรายงาน STR จะได้รับการคุ้มครองจากการดำเนินคดีทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลใด ๆ ที่มีอยู่ในรายงาน ยกเว้นกรณีที่ข้อมูลถูกเปิดเผยโดยไม่สุจริต เจ้าหน้าที่ MLRO จำเป็นต้องเก็บบันทึกไว้ในแบบฟอร์มที่จะช่วยให้ธุรกรรมหนึ่ง ๆ ได้รับการสร้างใหม่ได้ โดยสมบูรณ์โดยเจ้าหน้าที่ ได้ตลอดเวลา บันทึก STR ทั้งหมดจะถูกเก็บไว้เป็นระยะเวลาอย่างน้อยเจ็ดปี เจ้าหน้าที่ MLRO และพนักงานของบริษัท ต้องไม่แจ้งเตือนลูกค้าเกี่ยวกับธุรกรรมที่น่าสงสัยที่อาจเกิดขึ้น ว่ากำลังถูกรายงานหรือได้รับการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดในการแอบแจ้งเตือน MLRO จะพิจารณาธุรกรรมที่น่าสงสัยในแต่ละรายการ และพิจารณาว่าจะทำให้เกิดมูลเหตุสงสัยเพียงพอให้เกิดภาระผูกพันในการทำรายงาน STR หรือไม่

 

6. การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence: “CDD”)

มาตรการการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ/ ‘รู้จักลูกค้าของคุณ’ (“CDD”) เป็นมาตรการสำคัญในการจัดการความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้าย CDD เป็นการระบุตัวตนของลูกค้า และพิสูจน์ยืนยันตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาบนพื้นฐานของเอกสาร ข้อมูลหรือสารสนเทศที่ได้รับจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นอิสระ ทั้งในขณะที่เริ่มต้นความสัมพันธ์ทางธุรกิจและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การระบุตัวตนของลูกค้านั้น จะเป็นการทำความรู้จักกับรายละเอียดที่ระบุตัวตนของลูกค้า เช่น ชื่อและที่อยู่ของลูกค้า สถานะทางการเงินและความสามารถในการทำธุรกิจของเขากับบริษัท การตรวจยืนยันจะเป็นการรับหลักฐานที่เป็นที่น่าพอใจต่อบริษัท และสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในตัวตน โดยบริษัทจะ

  1. เก็บข้อมูลการระบุตัวตนบางอย่างจากลูกค้าแต่ละรายที่เปิดบัญชี;
  2. ใช้มาตรการบนฐานของความเสี่ยงเพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าแต่ละรายที่เปิดบัญชี; และ
  3. บันทึกข้อมูลการระบุตัวตนของลูกค้าและวิธีการตรวจสอบและผลลัพธ์;
  • ก่อนเปิดบัญชี บริษัทจะรวบรวมข้อมูลดังต่อไปนี้

สำหรับทุกบัญชี (ถ้าเกี่ยวข้อง) สำหรับบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรใด ๆ ที่เปิดบัญชีใหม่ และมีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชี:

  1. ชื่อ หมายเลขจดทะเบียน สถานะทางกฎหมาย วันที่และประเทศที่จัดตั้งบริษัทหรือจดทะเบียน (สำหรับนิติบุคคล ที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา);
  2. วันที่และสถานที่เกิด (สำหรับบุคคลธรรมดา);
  3. อาชีพ ตำแหน่งงานสาธารณะ และในกรณีที่เหมาะสม ชื่อของนายจ้าง (สำหรับบุคคลธรรมดา) หรือนโยบายต่อต้านการฟอกเงินและการจัดหาเงินเพื่อการก่อการร้าย (สำหรับกิจการที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา);
  4. ที่อยู่ปัจจุบันซึ่งจะเป็นที่อยู่อาศัย (สำหรับบุคคลธรรมดา) หรือที่อยู่จดทะเบียนของสำนักงาน และสถานที่ประกอบธุรกิจหลัก (ซึ่งแตกต่างจากสำนักงานที่จดทะเบียน สำหรับนิติบุคคลที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา);
  5. หมายเลขหนังสือเดินทางและประเทศที่ออกหนังสือ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนและประเทศที่ออกเอกสารให้ หรือเอกสารที่ออกโดยรัฐบาลอื่นใด ซึ่งแสดงถึงสัญชาติหรือถิ่นที่อยู่ และมีรูปถ่ายหรือการป้องกันอื่นที่คล้ายกัน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุในปัจจุบัน หรือใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้องในปัจจุบัน; และ
  6. การระบุตัวตนของตัวการที่แท้จริง (รวมถึง เจ้าของผู้รับผลประโยชน์ ผู้ควบคุม กรรมการหรือเทียบเท่า) ซึ่งจะสามารถควบคุมเงินทุนหรือทรัพย์สินของกิจการที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดาได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกเหนือจากหลักฐานที่แสดงว่าบุคคลใด ๆ ที่ประสงค์จะทำหน้าที่ในนามของนิติบุคคลนั้น เป็นบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจอย่างถูกต้อง และระบุตัวตนของบุคคลนั้น

ในกรณีที่ตัวการที่แท้จริงไม่ได้เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทจะดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อกำหนดตัวตนของบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของหรือควบคุมกิจการในท้ายที่สุด เมื่อเปิดบัญชีสำหรับธุรกิจหรือองค์กรต่างประเทศ ที่ไม่มีหมายเลขประจำตัว บริษัทจะขอเอกสารรับรองจากรัฐบาลอื่น ที่รับรองการดำรงอยู่ของธุรกิจหรือองค์กรนั้น

  • ลูกค้าที่ปฏิเสธการให้ข้อมูล

หากผู้ที่จะมาเป็นลูกค้าหรือลูกค้าเดิม ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลที่อธิบายไว้ข้างต้น หรือข้อมูลที่บริษัทอาจต้องการ หรือเห็นได้ชัดว่ามีเจตนาให้ข้อมูลที่ผิดพลาด บริษัทจะไม่เปิดบัญชีใหม่ให้ และหลังจากที่พิจารณาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องแล้ว จะพิจารณาปิดบัญชีที่เปิดอยู่ใด ๆ ของลูกค้าที่มีอยู่

  • การตรวจยืนยันข้อมูล

จากความเสี่ยง และในขอบเขตที่สมเหตุสมผลและเป็นไปได้ บริษัทจะตรวจสอบให้มั่นใจได้ว่า บริษัทมีความเชื่ออย่างสมเหตุสมผลว่าตนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของลูกค้าของตน โดยใช้ระเบียบขั้นตอนบนความเสี่ยง เพื่อตรวจสอบยืนยันและบันทึกความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับเกี่ยวกับลูกค้า ในการตรวจสอบยืนยันข้อมูลประจำตัวของลูกค้านั้น บริษัทจะวิเคราะห์ความไม่สอดคล้องกันในข้อมูลที่ได้รับมาตามหลักตรรกะ ข้อมูลประจำตัวของลูกค้าจะต้องได้รับการตรวจยืนยันเมื่อ:

  1. มีการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้ารายใหม่;
  2. บริษัท สงสัยว่าจะมีการฟอกเงินหรือการจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้าย; หรือ
  3. บริษัท มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้อง หรือความเพียงพอของเอกสาร ข้อมูลหรือสารสนเทศที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ เพื่อวัตถุประสงค์ของ CDD

ในกรณีที่มีการตรวจสอบยืนยันตัวตนหลังจากที่มีการจัดตั้งความสัมพันธ์ทางธุรกิจแล้ว การตรวจสอบยืนยันจะเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังจากที่ได้มีการจัดตั้งความสัมพันธ์ทางธุรกิจแล้ว

  • วิธีการตรวจสอบยืนยัน

บริษัท จะตรวจสอบยืนยันข้อมูลประจำตัวของลูกค้า โดยใช้หลักฐานเอกสาร และหลักฐานที่ไม่ใช่เอกสาร (การตรวจสอบยืนยันทางอิเล็กทรอนิกส์) บริษัท จะใช้เอกสารเพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าเมื่อมีเอกสารที่เหมาะสม ในกรณีที่มีโอกาสทุจริตในการระบุตัวตนเพิ่มขึ้น บริษัทจะเสริมการใช้หลักฐานเอกสารโดยใช้วิธีการที่ไม่ใช้เอกสารตามที่อธิบายไว้ด้านล่างนี้เมื่อไรก็ตามที่เป็นไปได้ นอกจากนี้ยังอาจใช้วิธีการที่ไม่เป็นสารดังกล่าว หลังจากที่ใช้หลักฐานเอกสารแล้วหากยังไม่แน่ใจว่า รู้จักตัวตนที่แท้จริงของลูกค้าหรือไม่

ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการตรวจสอบยืนยันนั้น บริษัทจะพิจารณาว่ามีความสอดคล้องตามหลักตรรกะระหว่างข้อมูลการระบุตัวตนที่ได้ให้ไว้หรือไม่ เช่น ชื่อ วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้า

เอกสารที่เหมาะสมสำหรับการพิสูจน์ยืนยันตัวตนของลูกค้าจะรวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียง สิ่งดังต่อไปนี้:

  1. สำหรับบุคคลธรรมดา: เอกสารประจำตัวที่ออกโดยรัฐบาลปัจจุบัน ที่แสดงถึงสัญชาติ ถิ่นพำนัก และมีภาพถ่าย หรือการป้องกันที่คล้ายกัน เช่น ใบอนุญาตขับขี่ หรือหนังสือเดินทาง; และ
  2. สำหรับบุคคลไม่ใช่บุคคลธรรมดา เอกสารที่แสดงถึงการดำรงอยู่ของนิติบุคคลนั้น เช่น หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ข้อบังคับในการก่อตั้งและดำเนินงานของบริษัท ใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ออกโดยรัฐบาล (ถ้ามี) ฯลฯ

บริษัท จะไม่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อพิจารณาว่าเอกสารที่ลูกค้าได้ให้ไว้สำหรับการยืนยันตัวตนนั้น ได้รับการออกอย่างถูกต้องหรือไม่ และอาจใช้บัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐบาลเพื่อพิสูจน์ยืนยันตัวตนของลูกค้า อย่างไรก็ตาม หากปรากฏว่าเอกสารแสดงรูปแบบการทุจริตที่ชัดเจน บริษัทจะพิจารณาปัจจัยดังกล่าว ในการพิจารณาว่ามันจะสามารถสร้างความเชื่ออันควรได้ว่า ตนทราบตัวตนที่แท้จริงของลูกค้าหรือไม่

บริษัท จะใช้วิธีการที่ไม่ใช้เอกสารดังต่อไปนี้ในการตรวจสอบยืนยันตัวตน:

  1. การติดต่อกับลูกค้า;
  2. การยืนยันตัวตนของลูกค้าอย่างเป็นอิสระ โดยการเปรียบเทียบข้อมูลที่ลูกค้าได้ให้ไว้ กับข้อมูลที่ได้รับจากทางอินเตอร์เน็ต และ/ หรือแหล่งอื่น ๆ;
  3. การตรวจสอบการอ้างอิงกับสถาบันการเงินอื่น; หรือ
  4. การได้รับงบการเงิน

วิธีการตรวจสอบที่ไม่ใช้เอกสาร จะใช้ในสถานการณ์ต่อไปนี้:

  1. เมื่อบริษัท ไม่คุ้นเคยกับเอกสารที่ลูกค้านำเสนอเพื่อการยืนยันตัวตน;
  2. เมื่อมีสถานการณ์อื่นที่เพิ่มความเสี่ยงที่ บริษัทจะไม่สามารถตรวจสอบยืนยันตัวตนที่แท้จริงของลูกค้าโดยวิธีการท่ใช้เอกสาร
  • การขาดการตรวจสอบยืนยัน

หากบริษัท มีเหตุผลอันควรให้เชื่อว่าไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของลูกค้าได้ บริษัทจะดำเนินการหนึ่งวิธีการใด หรือรวมกัน ดังต่อไปนี้:

  1. ไม่ดำเนินการด้วย หรือยุติธุรกิจใด ๆ กับลูกค้า;
  2. ยื่นรายงาน STR ตามกฎหมายและข้อบังคับที่บังคับใช้

7. การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงที่ละเอียดขึ้น (Enhanced Due Diligence: EDD)

นโยบายการต่อต้านการฟอกเงินและการต่อต้านการก่อการร้ายนี้ ได้รับการออกแบบเพื่อทำหน้าที่เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปสำหรับ Hantec Global Ltd. (“Hantec” หรือ “บริษัท “) นโยบายนี้ได้รับการออกแบบเพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งควบคุมและกำกับดูแล ซึ่งรวมถึงประเด็นดังต่อไปนี้:

มาตรการด้านกฎระเบียบกำหนดให้ต้องมีการค้นคว้า และการระบุตัวตนเพิ่มเติมของลูกค้า ผู้ที่อาจมีความเสี่ยงสูงต่อการฟอกเงิน เพื่อให้ประเมินความเสี่ยงที่พวกเขามีได้ดีขึ้น

หากบริษัทได้ประเมินแล้วว่า ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือการทำรายการเป็นครั้งคราว เป็นความสัมพันธ์ที่มีเสี่ยงสูงซึ่ง โดยอิงจากสถานะความเสี่ยงของแต่ละบุคคลของลูกค้า กล่าวคือ ลักษณะของลูกค้า ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ สถานที่ตั้ง หรือความเฉพาะเจาะจงอื่นใดของความสัมพันธ์ทางธุรกิจ บริษัทจะนำมาตรการ EDD มาใช้ โดยการยกตัวอย่างบางส่วน กรณีที่มีการใช้ EDD จะเป็นกรณีดังต่อไปนี้:

  1. หาก บริษัท มีการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้าจากประเทศที่ไม่มีระบบหรือมาตรการต่อต้านการฟอกเงินและต่อต้านการหาเงินทุนเพื่อการก่อการร้ายที่เพียงพอ; หรือ
  2. หากลูกค้าพยายามที่จะดำเนินการ ผ่าน Hantec Global Ltd. ในการทำธุรกรรมที่ซับซ้อนขนาดใหญ่ผิดปกติ หรือการทำธุรกรรมในรูปแบบที่ผิดปกติ ซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจหรือกฎหมายที่ชัดเจนหรือเห็นได้ชัด

บริษัทอาจพิจารณาในทุกกรณีว่า ระดับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นระดับที่ควรจะนำการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงที่ละเอียดขึ้น (Enhanced Due Diligence: EDD) มาใช้กับสถานการณ์เฉพาะ

นอกเหนือจาก CDD แล้ว ข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้นต่อไปนี้ภายใต้ EDD จะนำมาใช้:

  1. กำหนดให้ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งเงินทุน หรือแหล่งความมั่งคั่งของลูกค้า
  2. ดำเนินการตรวจติดตามลูกค้าบ่อยมากขึ้นและต่อเนื่องมากขึ้น และเปรียบเทียบกับรายชื่อผู้ก่อการร้ายและอาชญากรอื่น ๆ ที่มีอยู่ในแหล่งที่มาของสื่อที่เข้าถึงได้อย่างเปิดเผย (World-Check, อินเตอร์เน็ต)
  3. แสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้า หรือจากการค้นคว้าของบริษัทเอง และแหล่งข้อมูลของบุคคลที่สาม เพื่อสร้างความกระจ่างใน หรือปรับปรุงข้อมูลของลูกค้า ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ สร้างความกระจ่างในลักษณะและวัตถุประสงค์ของธุรกรรมของลูกค้า กับบริษัท

หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจเป็นไปได้ว่ามีการฟอกเงินหรือกิจกรรมจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้าย ทาง MLRO จะต้องยื่นรายงาน STR ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่บังคับใช้

 

8. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง (Politically Exposed Person: PEP)

บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง (Politically Exposed Person) เป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายหน้าที่สาธารณะที่โดดเด่นรวม ถึงหัวหน้ารัฐบาล นักการเมืองอาวุโส เจ้าหน้าที่ทางศาลหรือทางทหาร เจ้าหน้าที่พรรคการเมืองที่สำคัญ รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

บริษัท จะตรวจสอบข้อมูลสาธารณะ รวมถึงข้อมูลที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ต หรือในฐานข้อมูล เพื่อพิจารณาว่าผู้ถือบัญชีรายใด ที่ทำธุรกรรมในจำนวนที่มากกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐ (หรือเทียบเท่า) เป็น PEP หรือไม่ หากพบข้อมูลที่ระบุว่าผู้ถือบัญชีอาจเป็น PEP และเมื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อมูลนี้แล้ว มันระบุว่าบุคคลธรรมดารายนั้นเป็น PEP จริง บริษัทจะ:

  1. ใช้มาตรการการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงที่ละเอียดขึ้น (Enhanced Due Diligence) ในการหาแหล่งเงินทุนและแหล่งความมั่งคั่งของ PEP รายนั้น
  2. ดำเนินการติดตามตรวจสอบความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ PEP รายนั้นอย่างต่อเนื่อง
  3. สร้างหรือดำเนินความสัมพันธ์ทางธุรกิจต่อไปเฉพาะกับการอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น

หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ซึ่งระบุว่าน่าจะมีการฟอกเงินหรือกิจกรรมจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ MLRO จะต้องยื่นรายงาน STR ตามกฎหมายและข้อบังคับที่บังคับใช้

 

9. การตรวจติดตามบัญชีสำหรับธุรกรรมที่น่าสงสัย

บริษัท จะตรวจติดตามจำนวนเงินที่เพียงพอของกิจกรรมบัญชี เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถระบุรูปแบบของขนาด ปริมาณ รูปแบบหรือประเภทที่ผิดปกติของการทำธุรกรรม ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ได้ เช่น ระบุว่าเขตอำนาจที่กำหนดว่าเป็น “เขตที่ไม่ให้ความร่วมมือ” นั้น มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นประเภทหนึ่งประเภทใดของ “ธงแดง” ดังที่ระบุด้านล่างหรือไม่ บริษัท จะพิจารณาธุรกรรม รวมถึงการซื้อขายและการโอนเงินผ่านธนาคาร ในบริบทของกิจกรรมบัญชีอื่น ๆ เพื่อพิจารณาว่าธุรกรรมนั้นขาดความสมเหตุสมผลทางการเงิน หรือเป็นสิ่งที่น่าสงสัยเนื่องจากเป็นธุรกรรมหรือกลยุทธ์ที่ผิดปกติสำหรับลูกค้ารายนั้น บริษัทจะเฝ้าติดตามธุรกรรมใด ๆ ที่มีมูลค่าเกินกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐ (หรือเทียบเท่า) เพื่อระบุกิจกรรมที่น่าสงสัย

MLRO จะเป็นผู้รับผิดชอบการตรวจติดตามนี้ จะจัดทำเป็นเอกสารว่าจะดำเนินการเมื่อใดและอย่างไร และจะรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยแก่เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจเหมาะสมเมื่อจำเป็น ตัวอย่างของการทำธุรกรรม พฤติกรรม หรือกิจกรรมที่น่าสงสัย ที่ควรติด “ธงแดง” และทำให้เกิดการสอบถามเพิ่มเติม “ธงสีแดง” เหล่านี้สามารถแจ้งเตือนให้พนักงานของบริษัททราบได้ ถึงกิจกรรมน่าสงสัย ตัวอย่างของ “ธงแดง” ที่อาจทำให้เกิดการตรวจสอบต่อไป ได้แก่:

  1. ลูกค้าที่ต้องการคงไว้ซึ่งบัญชีทรัสตี หรือบัญชีลูกค้าจำนวนมาก ที่ไม่ปรากฎว่าสอดคล้องกับประเภทธุรกิจรวมถึงชื่อของผู้ที่ได้รับมอบหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม
  2. จับคู่การถอนเงินกับการฝากเงินโดยวิธีต่าง ๆ ในวันเดียวกันหรือวันก่อนหน้า
  3. การเปิดรับหรือการกระทำโดยมิชอบในการโอนเงินโดยไม่ทำการซื้อขายให้แล้วเสร็จในบัญชีซื้อขาย
  4. การเปิดเผยลักษณะที่ผิดปกติของการดำเนินงานที่ไม่มีเนื้อหาทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน หรือจุดประสงค์ทางกฎหมายที่ชัดเจน
  5. ลูกค้าที่ให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับพนักงาน
  6. ถอนเงินจำนวนมากจากบัญชีที่ไม่มีความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ หรือจากบัญชีที่เพิ่งได้รับการเครดิตขนาดใหญ่ที่ไม่คาดคิดจากต่างประเทศ
  7. ลูกค้ามีระดับความกังวลในเรื่องความลับที่ผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการระบุตัวตนของลูกค้า ประเภทธุรกิจ หรือแหล่งที่มาของสินทรัพย์
  8. ลูกค้าองค์กรไม่มีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอุตสาหกรรมของตนเอง
  9. ลูกค้าไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง ค่าคอมมิชชั่น หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย
  10. การเปิดเผยสถานการณ์ที่บ่งชี้ว่า มีการดำเนินงานเพื่อวัตถุประสงค์ในการฟอกเงินหรือจัดหาเงินทุนเพื่อการก่อการร้าย
  • การตอบสนองต่อกิจกรรมที่ติดธงแดงและที่น่าสงสัย

เมื่อสมาชิกของบริษัท ตรวจพบ “ธงแดง” เขาจะต้องยื่นรายงานเหตุการณ์โดยไม่ชักช้าต่อ MLRO เขาอาจจะต้องตรวจสอบกิจกรรมเพิ่มเติมภายใต้การควบคุมของ MLRO ซึ่งอาจรวมถึงการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมภายในหรือจากแหล่งที่มาของบุคคลที่สาม การจำแนกบัญชีเป็นบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง การวางบัญชีนั้นให้อยู่ภายใต้การตรวจสอบกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียง โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ การมอบบัญชีนั้นให้กับเจ้าหน้าที่ MLRO เพื่อตรวจทานคำสั่งซื้อทั้งหมดก่อนการเข้าทำรายการ ตรวจทานประจำวันของกิจกรรมการซื้อขายทั้งหมด ทบทวนคำขอโอนเงินโอนเงินทั้งหมด ตรวจสอบยอดเงินฝากทั้งหมด ติดต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ ระงับบัญชีนั้นชั่วคราว หรือยื่นรายงาน STR บริษัท จะไม่แจ้งบุคคลอื่นที่อยู่นอกเหนือการบังคับใช้กฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอื่น ๆ เกี่ยวกับรายงาน STR

 

10. การเก็บบันทึกข้อมูล

เมื่อมีการโอนเงิน บริษัทจะบันทึกข้อมูลอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ในฐานข้อมูล:

  1. วันที่ดำเนินการตามคำสั่งให้ส่งเงิน;
  2. ชื่อและที่อยู่ของผู้รับ;
  3. จำนวนเงินของคำสั่งให้ส่งเงิน;
  4. ข้อมูลประจำตัวของสถาบันการเงินของผู้รับ; และ
  5. หมายเลขบัญชีของผู้รับ

สำหรับคำสั่งให้ส่งเงินที่บริษัทยอมรับนั้น บริษัทจะเก็บคำสั่งในการชำระเงินใด ๆ ที่ได้รับจากผู้ส่ง ไว้ในไฟล์ของบริษัท พร้อมกับคำสั่งของผู้ส่งและแบบฟอร์มใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเงินที่กรอกโดยผู้ที่วางคำสั่งการส่งเงิน ในการคงไว้ซึ่งรายงาน STR และการรักษาความลับของพนักงานนั้น พนักงานทุกคนของบริษัทจะต้องทราบว่าใครบ้างและในรูปแบบไหน ที่จะต้องมีการรายงานเหตุน่าสงสัย พวกเขาจะได้รับการฝึกอบรมจาก MLRO เมื่อและในระหว่างการจ้างงาน

MLRO จะเก็บบันทึก AML, รายงาน STR และเอกสารสนับสนุนไว้เป็นความลับ และจะดูแลให้แน่ใจว่ารายงาน STR ได้ถูกยื่นตามที่กำหนด ข้อมูลนี้จะไม่ถูกสื่อสารไปให้กับบุคคลอื่นใดที่นอกเหนือการบังคับใช้กฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอื่น ๆ เมื่อรายงานข้อสงสัยภายในถูกส่งไปยัง MLO หรือได้มีการส่งรายงาน STR ไปยัง FIU แล้วจะไม่มีพนักงานของบริษัทคนใดที่จะทำการแจ้งเตือนหรือแจ้งให้เจ้าของเงินใด ๆ ทราบถึง รายงานใด ๆ หรือการดำเนินใด ๆ ที่จะมีขึ้นในส่วนที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับเงินทุนดังกล่าว เมื่อมีการทำรายงาน STR ไปให้กับ FIU ในส่วนที่เกี่ยวกับลูกค้ารายใดรายหนึ่ง บริษัทจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ได้มีการระมัดระวังพอสมควรในระหว่างการสอบถามข้อมูลที่ตามมาเพื่อไม่ให้เป็นการแจ้งเตือนลูกค้าให้มีการไหวตัวเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล บริษัทจะต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการแอบแจ้งเตือนเกิดขึ้น

ติดตามข่าวและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุด

ปฏิทินเศรษฐกิจ

แพลตฟอร์ม MT4 สำหรับเดสก์ท็อป และ มือถือ

แพลตฟอร์ม

เลือกจากบัญชีหลากหลายของเราเพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ

ประเภทบัญชี

ติดตามข่าวอัพเดทล่าสุดของเรา

สมัครเพื่อรับการวิจัยตลาดล่าสุดและการวิเคราะห์จาก Hantec Global ส่งโดยตรงไปยังกล่องจดหมายของคุณเป็นเว


เชื่อมต่ออยู่เสมอกับสื่อสังคมออนไลน์ของเรา

ส่งอีเมล์มาหาเราท

คุณสามารถโทรหาเราได้ที่

คำเตือนเรื่องความเสี่ยง

Forex และ CFDs เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราทด ซึ่งอาจทำให้เกิดการสูญเสียมากกว่าเงินฝากเริ่มแรกของคุณ ดังนั้นคุณควรเก็งกำไรด้วยเงินที่คุณสามารถจะสูญเสียได้
โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และปรึกษาผู้ให้คำปรึกษาป็นอิสระหากจำเป็นก่อนที่จะทำธุรกรรมดังกล่าว. โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงของเรา.

Hantec Global Ltd. ใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในเว็บไซต์ของเรา การที่คุณอยู่ในเว็บไซต์ของเรา จะถือว่าคุณยอมรับการใช้คุกกี้ของเรา. คุณสามารถเข้าถึง นโยบายคุกกี้ ของเราได้ที่นี่.

Hantec Global เป็นชื่อการค้าของ Hantec Global Ltd. ซึ่งได้รับอนุญาตและควบคุมโดยคณะกรรมการบริการด้านการเงินของมอริเชียส (FSC) ในสาธารณรัฐมอริเชียส. หมายเลขใบอนุญาต: C114013940.